โตชิบา ไทยแลนด์ ทุ่มงบปี 69 ก้อนที่ใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์
โตชิบา ไทยแลนด์ ทุ่มงบปี 69 ก้อนที่ใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์ ชิงเค้กตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า หวังขึ้นเบอร์ 1 อาเซียน
แม้ในปี 2568 ที่ผ่าน หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่สร้างความผันผวนอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจโลก ส่วนในประเทศยังคงจมอยู่กับความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซา
ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อกำลังซื้อและความต้องการของประชาชนเช่นกัน คือ สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน เช่น เหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว
และที่เห็นชัดที่สุด คือ ช่วงปี 2568 สภาพอากาศที่ไม่ร้อนนานเท่าที่ควร ทำให้ความต้องการของผู้บริโภคอย่างเครื่องปรับอากาศ ยอดจำหน่ายไม่เป็นไปตามคาดการณ์
ปัจจัยลบรุมเร้า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน วูบ 7.1%
จากปัจจัยลบที่รุมเร้าและไม่สามารถควบคุมได้ต่างๆ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของปี 2568 ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ถึง 7.1%
แน่นอนว่าผู้ประกอบการต้องปรับตัวเมื่อภาพรวมตลาดติดลบ ความต้องการลดลง ดังนั้น การทำให้สินค้าอยู่ในระดับกลุ่มพรีเมียมได้ ก็จะสามารถมาทดแทนส่วนนี้ได้ อย่าง โตชิบา ไทยแลนด์
ภาพรวมตลาดติดลบ แต่กลุ่มพรีเมียมโต
นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของโตชิบาไทยแลนด์ ในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น เติบโตมากกว่าที่คาดถึง 22% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตรวมของตลาด โดยบริษัททำยอดขายสินค้ารวมได้สูงสุด 2.4 ล้านเครื่องในปี 2568 ซึ่งเกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับ และหันมาให้ความสนใจกับสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้น
โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจและเติบโตสูงสุดในปีที่ผ่านมา คือ
- ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ (+60%)
- เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (31%)
- กลุ่มเครื่องซักผ้า (+30%)
- ไมโครเวฟ (+17%)
- ตู้เย็น (+12.1%)
นอกจากนี้ โตชิบา ไทยแลนด์ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 หรือเติบโตเฉลี่ย 16% ซึ่งสูงกว่าตลาดมาก และจากการเติบโตของผลประกอบการอย่างต่อเนื่องยังส่งผลให้ โตชิบา มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงขึ้นทุกปี
"จากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดในสินค้ากลุ่มตู้เย็นและไมโครเวฟของโตชิบาไทยแลนด์ขยับมาเป็นที่อันดับหนึ่ง จากที่เคยเป็นอันดับสองหรือสามมาตลอด"
ปี 69 ยังท้าทาย อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า
แน่นอนว่าในปี 2569 ประเทศไทยและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ทำให้โตชิบา ไทยแลนด์ วางกลยุทธ์ขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะเพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า ควบคู่ไปกับการขยายไลน์อัพในกลุ่มสินค้าเดิม ที่จะเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบัน
อัดงบการตลาด 12.5% เจาะกลุ่มYoung Generation
โดยโตชิบา ไทยแลนด์ จะเพิ่มงบส่งเสริมการตลาดสูงถึง 12.5% เพื่อนำมาดำเนินกลยุทธ์การตลาด สำหรับเจาะกลุ่มเป้าหมาย Young Generation หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตและมีอิทธิพลต่อสังคม ด้วยวิธีขยายฐานลูกค้ากลุ่มเดิมสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังนำ AI หรือเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการ และตอบโจทย์ในความพึงพอใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า มากกว่าเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น
“เราแยกแยะชัดเจนระหว่าง AI ที่มีไว้แค่เป็นฟังก์ชัน Nice to have แต่ไม่ได้ใช้จริง กับ AI ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เราเชื่อว่าคนยุคใหม่ต้องการสินค้าที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น เช่น ที่ผ่านมาเราจึงเน้นพัฒนาผ่านแอปพลิเคชัน TSmartLife ที่เปลี่ยนมือถือที่ปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 มาช่วยควบคุมและปรับตั้งค่าทุกอย่างในบ้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลอย่างสมเหตุสมผล”
วางเป้า 69 โต 30% หวังขึ้นเบอร์หนึ่งอาเซียน
จากกลยุทธ์ทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้ โตชิบา ไทยแลนด์ คาดการณ์ว่าในปี 2569 บริษัทจะโตขึ้นกว่า 30% ส่วนอัตราการเติบโต CAGR ของตลาดรวม จะโตประมาณ 3.8% และคาดว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 105,600 ล้านบาท
ที่มาจากสัดส่วนของเครื่องปรับอากาศประมาณ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กประมาณ 28% ตู้เย็นและเครื่องซักผ้าอย่างละ 17% ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำประมาณ 8%
พร้อมกับตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยแต่ต้องเป็นอันดับ1 ในภูมิภาคอาเซียน ให้ได้
เวียดนามน่ากลัว แต่มองไทยยังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์
นอกจากนี้ นางเสาวณีย์ ยังได้เปิดเผยมุมมอง ด้วยว่า แม้เวียดนามจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว แต่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะท่ามกลางนโยบายกีดกันทางการค้าและภาษี (Tariff) จากสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายของทรัมป์แม้จะมีข้อเสียแต่ก็มีข้อดีซ่อนอยู่ คือการทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนตัดสินใจ Relocate หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น
ทุ่มงบลงทุนปี 69 ก้อนใหญ่สุดเป็นประวัติการณ์
และจากความเชื่อมั่นนี้ ทำให้บริษัทแม่ของโตชิบา ไทยแลนด์ (Midea Group) ตัดสินใจลงงบประมาณลงทุนในไทยปี 2569 อย่างต่อเนื่องและถือเป็นงบก้อนที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ (Biggest Ever) เพื่อดันให้โตชิบา ไทยแลนด์ ก้าวขึ้นเป็น เบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน
ฝากรัฐบาลใหม่ อยากเห็นความเชื่อมั่น - การกระตุ้นแบบจับต้องได้
นอกจากนี้ นางสาวเสาวณีย์ ยังได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับนโยบายที่อยากเห็นและอยากให้เร่งทำด้วยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากรัฐบาล คือความเชื่อมั่น โดยอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและผู้บริโภค ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่จับต้องได้
"เราอยากให้รัฐบาลช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพได้ง่ายขึ้น ในฐานะเอกชนเราพร้อมลงทุนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากรัฐบาลสนับสนุนเราก็จะเกิดโมเดล Win-Win ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว"
ทั้งนี้ ด้วยแผนงานที่รัดกุมและงบลงทุนมหาศาล โตชิบา ไทยแลนด์ จึงเป็นหนึ่งในองค์กรที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำแห่งอาเซียนได้ตามที่ประกาศไว้ท่ามกลางความท้าทายที่มีเข้ามาอยู่ตลอดได้หรือไม่
Krungthai COMPASS มอง ปี 69 ยอดส่งออกโดนพิษภาษีทรัมป์ แต่ในประเทศพลิกมาเป็นบวก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก นายพงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า รายได้รวมของธุรกิจผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลง -1.3%YoY และ -1.2%YoY ในปี 2568-69 ตามลำดับ โดยแบ่งเป็น
1.ยอดส่งออก (79% ของรายได้รวม) ซึ่งคาดว่าจะลดลง -0.9% YoY และ -2.2% YoY ตามลำดับ เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะลดการนำเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทยหลังมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 7 ส.ค. 2568 โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าจะถูกจัดเก็บทั้ง Reciprocal Tariff และ Sectoral Tariff ส่งผลให้ภาพรวมภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไทยถูกจัดเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 23.9%
2.ยอดขายในประเทศ (21% ของรายได้รวม) จะลดลง -3.0%YoY ในปี 2568 ก่อนที่จะกลับมาเพิ่มขึ้น 2.6%YoY ในปี 2569
โดยในปี 2568 ยอดขายในประเทศต้องเผชิญแรงกดดันจากปัญหาด้านกำลังซื้อ และตลาดที่อยู่อาศัยยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ แต่ในปี 2569 จะกลับมาฟื้นตัวตามตลาดที่อยู่อาศัย
ขณะที่ อัตรากำไรของธุรกิจในปี 2568-69 มีแนวโน้มสูงกว่าปี 2567 เนื่องจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าได้รับอานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบหลักในการผลิตอย่างเหล็ก และพลาสติกประเภท PP ที่ราคามีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงด้านการแข่งขันมีแนวโน้มสูงขึ้นทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนที่ทะลักเข้ามาตีตลาดในอาเซียน หลังสงครามการค้าปะทุขึ้น นอกจากนี้ เครื่องใช้ไฟฟ้าเวียดนาม เช่น เครื่องปรับ อากาศ มีแนวโน้มที่จะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ มากขึ้น จากราคาสินค้าเวียดนามที่คาดว่าจะยังต่ำกว่าไทย
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB